บทรีวิวหนังสือไร่หมุนเวียน: ในวงจรชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ สัมพันธภาพแห่งการเกื้อกูลและสมดุลกันระหว่าง คน-คน คน-ธรรมชาติ คน-สิ่งสูงสุด

หนังสือไร่หมุนเวียน: ในวงจรชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ สัมพันธภาพแห่งการเกื้อกูลและสมดุลกันระหว่าง คน-คน คน-ธรรมชาติ คน-สิ่งสูงสุด เขียนและเรียบเรียงโดย บือพอ (ถาวร กัมพลกูล) ประดิษฐ์เรื่องโดย บรรพชนชนเผ่าปกาเกอะญอ จัดพิมพ์และจำหน่ายโดย เครือข่ายกองบุญข้าว พ.ศ. 2547
(เราขอชวนอ่านบทรีวิวหนังสือของบือพอทั้งสามเล่มนี้ ได้ในบทความเดียวกันเลยน๊า เริ่มกับเล่มแรกก่อนเลย!)
บือพอ หรือ พาตี่อาจารย์ถาวร กัมพลกูล ได้นำเสนอแนวทางในการทำไร่หมุนเวียนไว้อย่างละเอียดหยิบทุกๆ ขั้นตอน พร้อมมีภาพประกอบในทุกๆ กระบวนการ ผ่านปฏิทินตามฤดูกาล ผ่านพิธีกรรมสำคัญต่างๆ ในช่วงก่อนทำไร่ ช่วงทำไร่ และช่วงสิ้นสุดการทำไร่หมุนเวียนในรอบปีนั้นๆ ความน่าประทับใจและความอยากชวนผู้ที่สนใจอ่านหนังสือไร่หมุนเวียนของพาตี่อาจารย์บือพอเล่มนี้ก็คือ ถือเป็นหนังสือที่ได้รวบรวมองค์ความรู้อย่างถี่ถ้วนในการทำไร่หมุนเวียนของพี่น้องปกาเกอะญอ นับไปตั้งแต่การทำพิธีผูกแขนเรียกขวัญลูกหลานและครอบครัวในวันขึ้นปีใหม่ เพื่อเตรียมแรงกายและใจให้พร้อมเพียงในการเริ่มต้นวงจรการทำไร่หมุนเวียนรอบใหม่ไปด้วยกันทั้งชุมชน บอกได้เลยว่าเล่มเดียวเอาอยู่ และหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้คนจากสังคมภายนอกอย่างเราๆ ได้เข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นว่า แท้จริงแล้วการทำไร่หมุนเวียนไม่ใช่การทำไร่เลื่อนลอย ไม่ใช่การเกษตรที่ไร้แบบแผนอย่างที่โดนกล่าวหามาโดยตลอดอย่างแน่นอน และบือพอยังได้นำเสนอความถูกต้องและความจริงเกี่ยวกับการทำไร่หมุนเวียนตั้งแต่ยุคบรรพชนสู่รุ่นลูกหลาน และได้รวบรวมเรื่องราวทั้งหมดไว้ในหนังสือเล่มนี้กันแบบจุกๆ ตนเชื่อว่าคนภายนอกอย่างเราๆ จะเกิดความเข้าใจและนับถือวิถีชีวิตของพี่น้องคนพื้นเมืองได้มากยิ่งขึ้นก็ต่อเมื่อ เราทั้งหลายได้มองเห็นถึงคุณค่าและความหมายของวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้นมากถึงเพียงนี้ตามมาอย่างไม่ต้องสงสัยเลย!

สืบเนื่องจากประสบการณ์ของผู้เขียนบทรีวิวหนังสือเล่มนี้เองด้วยที่เคยมีโอกาสขึ้นไปอาสาเกี่ยวข้าวตีข้าว และได้เรียนรู้วิถีชีวิตดั้งเดิม รวมถึงแนวทางการทำไร่หมุนเวียนของพี่น้องปกาเกอะญอจากหมู่บ้านแม่ปอคี จังหวัดตาก และจากบ้านห้วยหินลาดใน จังหวัดเชียงรายมาแล้วนั้น ก็ยิ่งประทับใจมากยิ่งขึ้นเมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ บือพอ ไม่เพียงแต่แบ่งปันองค์ความรู้ในการทำไร่หมุนเวียนด้วยวิถีเกษตรที่เกื้อกูลผืนป่า แต่ยังเชิญชวนให้ผู้คนในสังคมภายนอกได้ทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่ยังชีพอยู่กับผืนป่า เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อและคติคำสอนจากรุ่นบรรพชนของพี่น้องปกาเกอะญอไปด้วยกัน วันนี้ครบรอบหนึ่งปีของการออกเยี่ยมเยือนชุมชนทั้งสองแห่งพอดี ผู้เขียนบทรีวิวจึงขอแบ่งปันข้อคิดและเสียงสะท้อนของตนต่อสิ่งที่พวกเราคนรุ่นใหม่ควรนำมายึดถือและนำมาปรับใช้กับชีวิตตัวเองมากขึ้น เพื่อที่พวกเราทั้งหลายจะได้ย้อนกลับคืนมาเป็นคนพื้นเมืองในพื้นถิ่นที่พวกเราอยู่อาศัยมากขึ้นกันต่อไป ทำไมต้องเปิดบทรีวิวหนังสือแบบนี้ด้วยเล่า คาดว่าชื่อหนังสือคงขยายความทั้งหมดไว้เยอะแล้วนั่นเอง
ข้อดีของหนังสือไร่หมุนเวียนฯ: พาตี่บือพอบอกเล่าทุกขั้นตอนในการทำไร่หมุนเวียน ตั้งแต่ต้นจนถึงเสร็จสิ้นฤดูกาลทำไร่หมุนเวียน ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกเรื่องคติคำสอนของบรรพชนผ่านบทลำนำ (คำกลอน) ผ่านนิทานสอนใจจากบรรพชนสู่ลูกหลานและคนรุ่นใหม่ที่สนใจวิถีชีวิตดั้งเดิมของพี่น้องคนพื้นเมืองที่ยังธำรงอยู่คู่สังคมมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมทั้งยังได้เรียนรู้คำศัพท์และภาษาของพี่น้องปกาเกอะญอเยอะมากอีกด้วย และแต่ละบทตอนยังแสดงให้เห็นถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนในการทำเกษตรกรรมทางเลือกบนพื้นที่สูง ที่ได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นระบบเกษตรที่มีความหลากหลายของพืชพรรณสูงสุดๆ เป็นระบบเกษตรที่ฟื้นฟูสภาพดินและมีความมั่นคงทางหารสูงมากๆ รวมถึงเป็นระบบเกษตรที่มีแนวทางในการใช้สอยดูแลจัดการทรัพยากรท้องถิ่นหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปตลอดฤดูกาลอย่างยั่งยืนได้โดยแท้!

ขอยกตัวอย่างวงจรการทำไร่หมุนเวียนโดยรวมทั้งหมด:
หลังจากช่วงปีใหม่ (หนี่ซอโข่) ที่มีการมัดมือผูกแขนเพื่อเรียกขวัญกำลังใจลูกหลานในชุมชนในเดือนกุมภาพันธ์ผ่านพ้นไปนั้น ก็จะมีการนัดหมายกันเพื่อออกเดินทางไปเลือกพื้นที่ถางไร่ (ฉก่าดูหละ) โดยมีพื้นที่ต้องห้ามหลายอย่าง เช่น บริเวณที่มีตาน้ำผุด (เชื่อว่ามีเจ้าน้ำ) บริเวณที่มีลำห้วยไหลล้อมรอบเนินเขา (เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของภูตผี) หรือตามบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำนิ่ง และบริเวณกิ่วดอยหลวงใดๆ ก็จะไม่เลือกถางไร่โดยเด็ดขาดเพราะถือเป็นข้อห้าม เป็นต้น ถ้าหากพื้นที่ที่ออกไปดูเหมาะสมดีทุกอย่างก็จะทำพิธีเสี่ยงทายเลือกที่ถางไร่ก่อน โดยใช้ต้นกระดูกไก่และกระดูกไก่เป็นตัวเสี่ยงทาย ถือเป็นพิธีที่น่าติดตามมากๆ (ชวนอ่านทั้งเล่มกันต่อได้เลย) พอเลือกที่ถางไร่กันได้ทุกครอบครัวแล้วก็จะถึงขั้นตอนต่อไปนั่นก็คือการลงมือถางไร่ (แพะ ฆึ) โดยจะเลือกที่ถางไร่ได้ครบทุกครอบครัวก่อนถึงจะเริ่มถางไร่ พอถางไร่เสร็จก็ต้องทำการตากไร่ (โล เก๊าะ คา) ซึ่งใช้เวลา 3-4 สัปดาห์โดยประมาณ พอเศษใบไม้กิ่งไม้แห้งดีแล้วก็จะทำการเผาไร่ (ชุ ฆึ) จะเริ่มเผาจากหัวไร่ก่อน มีการทำพิธีเรียกลม โดยการแกะห่อข้าว แล้วเด็ดใบไม้มาใบหนึ่ง และหยิบข้าวมาใส่บนใบไม้และตั้งจิตอธิษฐาน
“เจ้าขุนดอย เจ้าขุนเขา เจ้าลำห้วย เจ้าลำธาร ฟ้าเจ็ดชั้น แผ่นดินเจ็ดแถว เจ้าแห่งเทวทูต เจ้าแห่งเทวดาเอ๋ย วันนี้ข้าจะเผาไร่ ข้าจะเผาสวน เรียกลมให้ข้า เรียกไฟให้ข้า เรียกไฟแม่ให้ข้า เรียกไฟผู้ให้ข้า ให้ไร่ของข้าร้อน ให้สวนของข้าไหม้ด้วยเถิด ลมเหนือจงพัดมา ลมใต้จงพัดมา ลมตะวันออกจงพัดมา ลมตะวันตกจงพัดมา ลมใหญ่จงพัดมา ลมทรงจงพัดมา ลมจากไหนๆ จงพัดมาเถิด มากินรอยมีด มากินรอยขวาน มากินเศษไม้ มากินเสษไผ่ มากินพุ่มไม้ มากินกอไผ่ มากินท่อนไม้ มากินท่อนไผ่ เรียกให้มารวมกัน เรียกให้มาพบกัน เรียกมาให้ข้าด้วยเถิด”
พออธิษฐานเสร็จก็จะกินข้าวร่วมกัน กินข้าวเสร็จก็จะลงเผาไร่กัน ขั้นตอนต่อไปหลังจากเผาไร่เสร็จก็ต้องทำการเก็บกวาดไร่ (โก่ ฆึ) เพื่อเตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับเริ่มต้นการเพาปลูกในช่วงปักไร่ (เดะ ญา) เป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ได้เวลาหว่านข้าวในไร่ เรียกว่าปักไร่ (โถ่ ฆึ) มีทำพิธีเรียงเมล็ดพันธุ์ข้าว ข้อดีของการได้เรียนรู้ด้านพิธีสำคัญๆ ที่ตนขอยกมาเป็นตัวอย่างร่วมด้วยก็คือ หมู่เราจะได้สัมผัสกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของวิถีการเพาะปลูกที่ยึดโยงกับเรื่องอื่นๆ กับความต้องการของสิ่งอื่นๆ ด้วย ที่นอกเหนือไปจากความต้องการของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว และแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การทำไร่หมุนเวียนนั้นไม่ใช่ว่ามนุษย์กำหนดเองไปหมดเสียทุกอย่าง แต่ไร่หมุนเวียนจะอุดมสมบูรณ์ได้ ล้วนเป็นผลมาจากการพึ่งพาและเคารพชีวิตอื่นที่อยู่สูงกว่า ที่รู้มากกว่าตัวเรานั่นเอง อย่างเช่น พิธีแช่เสียมเรียกฝนหลังปักไร่ เพื่อให้พืชผักและข้าวงอกง่ายเติบโตดี และถือเป็นการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาคุ้มครองดูแล ปกป้องข้าวและพืชผักจากศัตรูพืชทั้งหลาย พอผ่านช่วงหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชผักไปสักพักใหญ่ ขั้นตอนต่อไปก็คือทำการดายหญ้า (กล่อ หน่อ) เลี้ยงไร่ (บกอ ฆึ) พิธีสิงหาคม (ลา คุ ปุ) กินข้าวเม่า (เอาะ แซว) กินหัวข้าว (เอาะ บือ โข่) เกี่ยวข้าว (กุ๊ บือ) ตีข้าว (เผาะบือ) ปัดกวาดรังควาญฉางข้าว (แวะพอโข่) แบกข้าว (วีบือ) หมดหน้าไร่ดอกไม้บาน (ฆึตื่อพอบอ) ซึ่งเป็นวงจรสุดท้ายของการทำไร่หมุนเวียนในรอบปีนั้นๆ ตามลำดับ

ขอยกตัวอย่างบางส่วนเรื่องความนอบน้อมต่อผืนป่าและธรรมชาติของการทำไร่หมุนเวียน:
ต้นไม่ใหญ่ๆ จะไม่โดนโค่น แต่จะลิดกิ่งเล็กแทนและไม่ตัดทิ้งทั้งหมดจะเหลือไว้ให้นกพญาไฟได้มีที่นั่งเกาะบ้าง เวลาทำการเพาะปลูกข้าวและพืชผักต่างๆ จะแทงหน้าดิน ขนาดรอยเท้าของเก้งกวางเท่านั้น ผืนดินมีเสื้อคลุม หน้าดินล้วนโดนปกคลุมด้วยรากไม้ ในเขตต้นน้ำลำธารที่มีต้นไม้ใหญ่ๆ ชุ่มชื้นตลอดทั้งปีพี่น้องจะไม่ถางไร่ในบริเวณเช่นนี้ เพราะเรียกกันว่าเป็นป่าหวงห้าม (ดูตะ) แม้จะถางไร่ทำไร่ดู ข้าวและพืชผักต่างๆ จะไม่ค่อยงาม เมล็ดข้าวจะลีบ เพราะดินและอากาศเย็นเกินไปและหน้าดินก็คลุมด้วยรากไม้ ข้าวจึงโตช้าและไม่สมบูรณ์นัก ดังคำสอนของบรรพชนหลายชั่วอายุคนที่ยังนับถือและปฏิบัติกันอยู่ที่ว่า:
“ใช้น้ำให้รักษาน้ำ (ออ ที เกอะตอ ที)
ใช้ผืนดินให้รักษาผืนดิน (เอาะ ก่อ เกอะตอ ก่อ)
กินเขียดให้รักษาผา (เอา หญ่า เกอะตอ เล)
กินปลาให้รักษาห้วย (เอา หญ่า เกอะตอ กวี)
เรากินไปเรารักษาไป (เปอ เอาะเกอะตอ เอาะเกอะตอ)
เราจึงมีกินตลอดไป (กุ๊ เอาะ ปกา เล ตื่อ เล ตอ)”
ข้อดีของการลิดกิ่งของต้นไม้ใหญ่ๆ แทนการโค่นทิ้งทั้งต้นในไร่หมุนเวียน ได้แก่ ใต้ต้นไม้ที่โดนลิดกิ่งข้าวจะงามกว่าที่อื่น เวลาเผ่าไร่ กิ่งเล็กกิ่งน้อยที่ลิดกิ่งทิ้งลงบริเวณโคนต้นนั้นจะติดไฟง่ายและจะไหม้ดีกว่าไม้ท่อนใหญ่ๆ และนกพญาไฟ และนกอื่นๆ ยังมีที่ให้เกาะชมวิวหาคู่และหาอาหารเสมอ ด้วยชุดคำสอนเหล่านี้เองผืนดินและผืนป่าที่พี่น้องปกาเกอะญอพึ่งพึงอยู่อาศัยจึงยังคงความอุดมสมบูรณ์และบำรุงเลี้ยงชีวิตมาอย่างยาวนาน ในช่วงที่ทำการถางไร่ ก็มีข้อห้ามและข้อปฏิบัติหลายอย่างมากๆ ดังเช่น
“ถ้าตัดฟันต้นไผ่แล้วมันล้มพาดคาไว้ตามกิ่งต้นอื่นแล้วโคนกลับด้านชี้ขึ้นฟ้า เรียกกันว่าไม้ไหว้ดาว (เส่ บา ฉ่า) ถ้าเกิดเหตุนี้ขึ้น ถือว่าไร่นี้ไม่ค่อยดี ข้าวจะไม่ค่อยงาม ได้กินเหมือนกันแต่จะไม่สมกับเชื้อข้าวที่หว่านลงไป ถ้าพบรังต่อ รังแตน รังผึ้ง รังมิ้ม จะไม่ตีมากินและจะไม่ตัดฟันต้นไม้บริเวณนั้นเพราะเชื่อกันว่า ถ้าตีรังต่อรังแตนเหล่านั้นมากิน เดียวไร่จะไหม้ไม่ดีในช่วงเผาไร่ จะเหนื่อยเปล่ากันทีหลังเวลาเก็บกวดไร่ ถ้าพบเต่าในไร่ห้ามจับมากินอีกด้วย การตัดฟันต้นไม้ต้นไผ่ บรรพชนสอนไว้ว่าต้องเก็บตอไม้ไว้สูงหน่อย ไม่ต้องตัดถึงโคนติดดิน เพื่อให้ต้นไม้ยังแตกกอ แตกหน่อ และแตกกิ่งใหม่ได้อีก ไม่เช่นนั้นต้นไม้จะตายไปอย่างถาวร”
คนปกาเกอะญอเชื่อว่าธรรมชาติเป็นผู้เลี้ยงดูเรา (ต่าทีต่าเต๊าะ) เจ้าของธรรมชาติคือสิ่งสูงสุด และสิ่งสูงสุดคือผู้สร้างธรรมชาติ จึงเป็นคำสอนที่ยึดมั่นถือปฏิบัติสืบทอดกันตลอดว่า เราจะทำอะไรก็ตามก็ต้องขออนุญาตจากสิ่งสูงสุด (ผู้สร้างธรรมชาติก่อนเสมอ) ความเชื่อและแรงศรัทธาอันแรงกล้าในการเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มักส่งผลให้เกิดเรื่องอัศจรรย์ใจได้ทั้งนั้นเลยจริงๆ (อันนี้ผู้เขียนรีวิวก็เชื่อถือเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน)
นักสังเกตความเป็นไปของสรรพสิ่ง:
อย่างเช่น ช่วงดายหญ้ารอบแรกเรียกว่า ดายหญ้าหัวไฟ เป็นช่วงที่เมล็ดข้าวกำลังแทงหน่อขึ้นมา เราจะเห็นสองเส้นขาวที่ขั้วเมล็ดข้าวดูคล้ายหนวดหอย จึงเรียกข้าวระยะนี้ว่า ต้นข้าวหนวดหอย อีกสามสี่วันข้าวจะงอกสูงขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง เรียกข้าวระยะนี้ว่า ต้นข้าวซี่ไม้ ต้นข้าวซี่ไม้เสร็จแล้วใบจะแตกออกมาสองใบ ต้นข้าวยังไม่สูงนักดูคล้ายหางนกกระตี๊ด จึงเรียกระยะนี้ว่า ต้นข้าวหางนกกระตี๊ด ดายหญ้าไปเรื่อยๆ จนเห็นใบข้าวสองใบแรกโน้มกลับลงมายังโคนต้นข้างละใบ ส่วนใบกลางที่เป็นยอดอ่อนจะชี้ขึ้นฟ้าตรงๆ ระยะนี้เรียกว่า ต้นข้าวอู้ด้ามเสียม เพราะใบต้นข้าวโน้มกลับลงสู่หลุมที่เป็นรอยปักเสียม เมื่อถึงระยะนี้แปลว่าดายหญ้าใกล้เสร็จแล้ว หากถางไร่ได้ทันเวลาของมันจริงๆ หญ้าจะไม่รกมากและจะดายหญ้าเสร็จเร็ว ใช้เวลาดายหญ้าประมาณสามสัปดาห์ก็จะเสร็จทั้งหมด และขอยกอีกตัวอย่างหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องรำข้าวเม่า “มีการเอารำข้าวเม่าไปโปรยลงบนจอมปลวกที่มีอยู่ในไร่ จอมปลวกมีกี่จอมเราจะโปรยรำข้าวเม่าลงไปทั้งหมดทุกจอมปลวก พร้อมกับร่ายคำอธิษฐานเพื่อเคารพธรรมชาติและให้คุณค่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในไร่ แม้จอมปลวกที่ดูเหมือนว่าไม่มีประโยชน์และคุณค่าใดๆ แต่ในความเชื่อของพี่น้อง เชื่อกันว่าจอมปลวกมีเจ้าของ จอมปลวกมีชีวิต จอมปลวกเป็นของที่สร้างจากสิ่งสูงสุด จากประสบการณ์ของพี่น้องเองที่ได้เห็นว่าดินจอมปลวกเป็นดินเหนียว เนื้อดินละเอียด ซึ่งเป็นดินที่พืชผัก อย่าง พริกและมะเขือ โตงอกงามดีมาก จึงมักจะปลูกผักสองอย่างนี้บนจอมปลวกกันเสมอมา เป็นต้น”

บทสรุปในแง่ความเชื่อทางจิตวิญญาณระหว่าง คนสู่คน คนสู่ธรรมชาติ และคนสู่สิ่งสูงสุด คนปกาเกอะญอเชื่อว่า: ความสมบูรณ์เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ผืนดิน ผืนน้ำ ป่าเขาลำเนาไพรที่เราอาศัยอยู่ที่ชุปเลี้ยงชีวิตนั้นมีเจ้าของ ก่อนจะลงมือถางไร่ในรอบปีใหม่ ต้องทำพิธีขออนุญาตใช้สิ่งของเหล่านั้นจากเจ้าของเสียก่อน วิถีชีวิตที่ยึดโยงอยู่กับไร่หมุนเวียนมีความละเอียดอ่อนมากๆ และที่สำคัญสุดคือการนับถือธรรมชาติเป็นที่ตั้งในการกำหนดวิถีชีวิตด้วยตนเองในทุกแง่มุมตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีความเชื่อทางจิตวิญญาณของพี่น้องเชื่อถือกันอีกด้วยว่า หมีและเลียงผาคือขวัญของมนุษย์ ตามความเชื่อของบรรพชนและคติคำสอนในเรื่องความเชื่อและวิถีทางธรรมชาติ พวกท่านเชื่อว่าธรรมชาติจะเลี้ยงดูเราโดยไม่ขัดสน หากว่าเราอยู่ภายใต้และนอบน้อมถ่อมตนต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติ
ตัวอย่างคำอธิษฐานขอพรบางส่วนจากตัวเล่ม:
ขอให้เจ้าของธรรมชาติโปรดอนุญาตให้เราใช้ ดิน น้ำ ป่า ทำมาหากิน ขอโปรดบันดาลให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งขอโปรดให้ปกป้องคุ้มครองดูแลเราตลอดปี มีตัวอย่างคำอธิษฐานขอพรอีกหลายอย่างมากในหนังสือเล่มนี้ ชวนอ่านติดตามต่อกันเองได้เลย
ผู้เขียนบทรีวิวหนังสือเล่มนี้ชื่นชอบพิธีสำคัญๆ หลายพิธีในการทำไร่หมุนเวียน อาทิเช่น พิธีเลี้ยงไร่ (บกอ ฆึ) และพิธีเลี้ยงไฟ ซึ่งเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อสิ่งศักด์สิทธิ์ การเคารพธรรมชาติและการขอขมาลาโทษต่อ ดิน น้ำ ป่า ที่ขอใช้ประโยชน์ เพราะช่วงเผาไร่ไฟได้เผาไหม้ธรรมชาติทุกอย่างที่มีในไร่ ต้นไม้ ต้นไผ่ ต้นหญ้า ผืนดิน รวมถึงสิงห์สาราสัตว์ต่างๆ ทำพิธีนี้เพื่อขอให้เจ้าแห่งไฟให้อภัยกับสิ่งที่เราทำลงไปเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิต ขอให้เจ้าแห่งไฟดลบันดาลให้ทุกสิ่งอย่างเย็นสงบลง และขอให้ระบบนิเวศกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ตามเดิม พิธีขอพร เป็นพิธิขอพรจากเจ้าแห่งข้าว (พี หมื่อ แม) เพื่อแสดงคงามเคารพต่อท่าน ขอพรจากท่านให้ท่านบันดาลให้ข้าวเจริญงอกงามดี อุดมสมบูรณ์ ปราศจากศัตรูพืชต่างๆ และถือเป็นโอกาสในการขอบคุณและยกย่องท่านผู้มีจิตใจสูงส่ง หล่อเลี้ยงผู้คนไม่เลือกหน้า ทั้งคนจนคนรวย ทั้งยากดีมีจน พิธีปัดรังควาญ เพื่อช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไล่นก หนู แมลง ด้วงหนอนผีเสื้อที่เป็นศัตรูพืช ให้ออกไปจากไร่ ข้าวและพืชพันธุ์ต่างๆ จะได้เติบโตอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมีและสารปราบศัตรูพืชทั้งหลาย วิถีการทำไร่หมุนเวียนแต่ละขั้นตอนจึงมีการเอาใจใส่แบบละเอียดอ่อนมากๆ พร้อมกับการทำพิธีตามความเชื่อของคนรุ่นก่อนที่บอกสอนไว้ พืชพรรณต่างๆ จะอุดมสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ใจในที่สุด พิธีป้องกันไร่ เป็นพิธีที่ช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย ช่วยป้องกันศัตรูพืชที่อยู่นอกรั้วไม่ให้เข้ามากัดกินและทำลายข้าวและพืชพันธุ์อื่นๆ ในไร่หมุนเวียนน เป็นต้น (ชวนติดตามเนื้อหาเชิงลึกด้านพิธีสำคัญอื่นๆ กันต่อจากทั้งตัวเล่มได้เลย)

นิทานสอนใจที่แฝงด้วยคติเตือนใจ:
เพื่อให้รุ่นลูกหลานได้จดจำและนำไปใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตของตัวเองกันต่อไป ดังเช่น คำสอนของบรรพชนที่เล่าสืบทอดสู่ลูกหลานที่ว่า “จงทำแต่พอเหมาะ กินพอควร ทำกับมือ กินกับปาก อย่าโลภ อย่ากอบโกย” และดังเช่นนิทานที่ให้คติสอนใจเกี่ยวกับบทบาทของผู้ชายและผู้หญิงที่ว่า “ผู้ชายต้องเคารพผู้หญิงในศักดิ์ศรีและมองเห็นคุณค่าของผู้หญิงเท่าเทียมกัน จนทำให้ทั้งชายและหญิงต่างเห็นคุณค่าของกันและกันได้จากเรื่องเล่าที่ว่า ชายหญิงคุ่หนึ่งนั่งอยู่ด้วยกันและเปรียบเทียบอวัยวะของกันและกัน จึงได้เห็นว่ามีทุกอย่างเหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันคืออวัยวะเพศ เขาจึงตกลงกันว่าถ้าหากเรามีทุกอย่างเหมือนกันเราคงไม่จำเป็นต้องพึ่งพากันเราคงต่างพึ่งตนเองได้ จึงต้องอยู่ด้วยกัน ของที่ฉันมีเธอไม่มีฉันจะขอให้เธอ ส่วนของที่ฉันไม่มี เธอมี เธอก็ให้ฉัน ด้วยเหตุนี้หญิงชายจึงได้พึ่งพาอาศัยกันมาตราบจนทุกวันนี้ เป็นต้น” ยังมีนิทานสอนใจอื่นๆ อีกด้วยในหนังสือเล่มนี้น่าอ่านติดตามกันต่อมากๆ
ชีวิตของคนปกาเกอะญอถือข้าวเป็นสำคัญอันดับแรก รุ่นบรรพชนพูดกันว่า มีข้าวพอกินแล้ว สิ่งอื่นก็จะมีตามมา มีบรรพชนเล่านิทานไว้เพื่อย้ำเตือนเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เป็นอุทาหรณ์ เป็นข้อเตื่อนใจ เป็นบทสอน และให้ยึดมั่นไว้ในชีวิตอย่างแน่วแน่ พวกท่านเล่าไว้ว่า “กาลครั้งหนึ่งเทพแห่งเงินได้บอกกับเทพแห่งข้าวว่า ถ้าไม่มีข้าวตนเองก็อยู่เองได้ ทางเทพแห่งข้าวจึงบอกกลับให้เทพแห่งเงินว่า ไม่จริง หากไม่มีข้าเจ้าก็จะอยู่ไม่ได้ แต่เทพแห่งเงินก็ยืนกรานกับความคิดของตัวเอง ดังนั้น เทพแห่งข้าวจึงหนีจากเทพแห่งเงินไป และไปหลบอยู่ในถ้ำที่ไม่มีใครเข้าไปหาได้เลย เพราะปากถ้ำแห่งนั้นหุบเข้าหุบออกตลอดเวลา จนถึงรุ่งเช้าวันหนึ่ง ลูกๆ หลานๆ ของเทพแห่งเงินร้องไห้ไม่หยุด เทพแห่งเงินปลอบใจลูกหลานด้วยการนำเงินให้ แต่ให้เงินมากเท่าไหร่พวกเขาก็ร้องไห้ไม่หยุด บังเอิญเทพแห่งเงินเหลือบไปเห็นเศษข้าวในก้นหม้ออยู่หน่อยหนึ่ง จึงลองเอาให้ลูกหลานกิน ปรากฎว่าลูกหลานหยุดร้องให้ลงทันใด เทพแห่งเงินจึงรู้ว่าลูกหลานต้องการข้าวไม่ใช่เงิน จึงวานให้เหล่าคนใช้สืบสาวดูว่าเทพแห่งข้าวหนีไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด พอได้รู้ว่าหนีไปอยู่ในถ้ำแต่เข้าถึงยากมาก คนที่จะเข้าไปได้ต้องคล่องแคล่วและปราดเปรียว เทพแห่งเงินจึงเรียกนกกระตี๊ดและวานให้เข้าไปเอาข้าวกลับคืนมาจากถ้ำ นกกระตี๊ดจึงบินเข้าไปเอาข้าวในถ้ำแล้วบินออกมาแต่โดนปากถ้ำหนีบคอไปหน่อยหนึ่ง จึงทำให้เหนียงของมันขึ้นไปอยู่ท้ายทอยจนถึงทุกวันนี้ เมื่อได้ข้าวกลับคืนมา ลูกหลานก็มีข้าวกิน ชีวิตของเทพแห่งเงินและลูกหลานก็กลับมาเป็นปกติสุขตามเดิม”
คนปกาเกอะญอยังนับถืออีกด้วยว่า ข้าวเป็นผู้ให้ชีวิตที่แท้จริง อีกทั้งยังถือความพอมีพอกิน ซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักๆ ของบรรพชนที่สืบทอดให้กับลูกหลานมาหลายชั่วอายุคนว่าให้ถือความพอมีพอกินเป็นหลักยึดในการดำรงชีพ เราทำไร่ปลูกข้าวและพืชผัก มีข้าวและพืชผักพอกินเป็นปีๆ ไป เราจะไม่รวยทรัพย์สินเงินทอง เรารู้ว่าเราจะไม่ได้เป็นเศรษฐีเป็นผู้มั่งมี ข้อดีของการพักฟื้นไร่เหล่าในระยะเวลาเจ็ดปี หรือ หกถึงสิบปีในการทำไร่หมุนเวียน เชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ผืนดินจะย้อนกลับคืนมาอุดมสมบูรณ์ที่สุดอีกครั้งและเหมาะสมต่อการเพาะปลูกรอบใหม่มากที่สุด
ชวนติดตามบทบาทของหญิงและชายอีกมิติหนึ่ง:
“ยึดถือกันว่าผู้หญิงเป็นเจ้าของไร่ ผู้ชายเป็นเจ้าของนา จึงมีการยกย่องผู้หญิงว่าเป็นผู้เก็บรักษา สะสม และขยายพันธุ์ได้ดีที่สุด เพราะในทุกๆ ขั้นตอนของการทำไร่ ผู้หญิงจะผูกพันกับไร่มากกว่าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็น การดายหญ้า การพรวนดิน ดูแลรักษาและเฝ้าติดตามการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์ต่างๆ การเก็บรักษาเมล้ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมล้วนเป็นบทบาทของผู้หญิงทั้งสิ้น จะมีการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างครอบครัว หรือเครือญาติ ในหมู่บ้านและต่างหมู่บ้านและชุมชน ในช่วงที่ไปเยี่ยมเยือนกันต่างหมู่บ้านต่างชุมชนก็จะห่อเมล็ดเมล็ดพันธุ์พืชติดมือไปด้วยเสมอ”
ตัวอย่างบางส่วนด้านภูมิปัญญาพื้นเมืองในการรับมือกับภัยธรรมชาติ:
เมื่อมีตั๊กแตน มด แมลง ด้วงหนอนมากัดกินใบพืชผักและข้าว จะใช้เปลือกต้นประดู่ นำมาตำละเอียดและแช่น้ำไว้ จากนั้นคั้นเอาน้ำแล้วนำไปรดพืชผักและข้าวที่โดนกัดกิน มันไม่ฆ่าแมลงแต่เมื่อแมลงได้กลิ่นนี้จะไม่เข้าใกล้เลย ถ้าใบข้าวเหลืองจะเอาหนังหมูดินมาเผาในไร่ ก็จะทำให้ข้าวหายจากโรคใบเหลืองได้ เป็นต้น
คนปกาเกอะญอถือว่าข้าวเป็นผู้ให้ชีวิตที่แท้จริง จึงทำพิธีกินหัวข้าวและอีกหลายๆ พิธีในขั้นตอนการผลิตข้าวในไร่ “เราทำพิธีกรรมเหล่านี้เพื่อเป็นการเคารพให้เกียรติ ยกย่องและสรรเสริญข้าวว่าเป็นสิ่งสำคัญ เป็นของสูงส่ง เป็นผู้มีใจเมตตากรุณา มีจิตใจกว้างขวาง เลี้ยงดูผู้คนทุกคนในโลก อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับข้างทุกอย่าง เราก็ให้ความสำคัญและเคารพบูชาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น จะมีการไล่ผูกอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับข้าวทุกอย่าง ด้วยการผูกเครือผักกูกบก ซึ่งหมายถึงการให้คุณค่าและเคารพต่อสิ่งของใช้สอยต่างๆ สิ่งของใช้กินดื่ม ใช้หลับนอนและความอยู่ร่มเย็นเป็นสุขของจิตและวิญญาณทั้งต่อผู้คนและสรรพสิ่งอื่นๆ”
เกี่ยวข้าว (กุ๊ บือ) เชื่อว่าเป็นฤดูกาลที่มีของกินอุดมสมบูรณ์มากสุดในช่วงนี้ ซึ่งจะเริ่มเกี่ยวข้าวแบบประปายกันก่อนช่วงสิ้นเดือนตุลาคมสามวัน “เมื่อตุลาคมตายแล้ววันรุ่งขึ้นพฤศจิกายนก็ขึ้น ทั้งเราและเพื่อนบ้านก็จะลงมือเกี่ยวข้าวร่วมกันทั่วไร่ ซึ่งจะลงเกี่ยวข้าวตามวันดี (วันอาทิตย์ถือเป็นวันดี บางครอบครัวถือวันพฤหัสบดีเป็นวันดีด้วยเช่นกัน บางครอบครัววันเสาร์เป็นวันดี) โดยจะเริ่มเกี่ยวบริเวณใกล้ๆ กระท่อมก่อน พอเกี่ยวได้สักสามฟ่อนแล้ว ทางเพื่อนบ้านที่มาลงแขกช่วยเราก็จะลงมาเกี่ยวข้าวกับเรา มีวิธีการเกี่ยวข้าวตามประเพณีตามรีดตามรอยว่า ต้องเกี่ยวจากขวามือแล้วย้อนกลับไปซ้ายมือ เกี่ยวแบบทวนเข็มนาฬิกา และเริ่มเกี่ยวจากริมไร่แล้วกลับมาหากระท่อม” น่าอ่านติดตามกันต่อมากๆ
ตีข้าว (เผาะ บือ) เกี่ยวข้าวเสร็จเราจะตากฟ่อนข้าวให้แห้งราวสองถึงสามวัน พอข้าวแห้งดีแล้วค่อยจะเริ่มตี แต่ก่อนทำการตีข้าวจะทำพิธี “มัดมือเรียกขวัญลงตีข้าว หรือ กี่ จึ๊ เผาะ ลอ บือ” หรือบางครอบครัวจะไม่ทำพิธีนี้ แต่จะทำพิธี “ถากเมล็ดข้าวลง หรือ แซะ ลอ บือ ส่า” และจะไม่ทำทั้งสองพิธีแล้วแต่ครอบครัวไหนจะถือพิธีอะไร การมัดมือเรียกขวัญตอนตีข้าวจะมัดด้วยเส้นฟาง โดยจะฟั่นเอาฟางข้าวเป็นเชือกคนละเส้นๆ แล้วก็มัดมือจนกว่าจะครบคน
ช่วงหมดฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนยังมีพืชพรรณธัญญาหารให้เก็บกินกันต่อเนื่อง อาทิ: หัวเผือกหัวมันจะได้เก็บกินนานสุดไปจนถึงช่วงหน้าแล้ง พอหมดหน้าไร่แล้ว ก็ยังมีการออกไปเก็บฟืนที่ไร่มาใช้ในครัวเรือนและความจำเป็นอื่นๆ อย่างใช้ทำหลักรั้ว โดยจะเก็บฟืนตามท่อนซุงที่เคยเก็บเห็ด ดักนก ดักหนู ตามทางเดินตรวจตราไร่ เพื่อเอามาทำฟืน โดยจะเก็บเปลือกผ่าเอาเนื้อและแก่นไม้ ตัดเป็นท่อนๆ แบกกลับบ้าน เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างในการใช้สอยทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ทิ้งเสียเปล่าๆและไม่ไปตัดหาไม้มาใหม่จากป่าอื่น แต่จะเน้นใช้สอยทุกอย่างที่มีในไร่หมุนเวียนของแต่ละรอบปีให้คุ้มค่าเป็นที่สุด!

เนื่องจากว่าชุมชนของคนปกาเกอะญอจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตากรุณา การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน และการพึ่งพาอาศัยกัน เช่น การลงแขกเอามื้อเอาวันกันจึงอนุญาตให้เพื่อนบ้านเก็บหาอาหารจากไร่ของเราได้ เมื่อเราไปลงแขกช่วยเพื่อนบ้าน เขาก็อนุญาตให้เราเก็บของกินได้ เก็บของกันและกันได้ ไม่ต้องค้า ไม่ต้องขายและไม่ต้องซื้อ เป็นต้น
หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงทุกขั้นตอนในการทำไร่หมุนเวียน แต่ยังอัดแน่นไปด้วยแนวทางในการจัดตั้งชุนชนและการปกครองตนเอง การมีวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับผืนป่า การมีวัฒนธรรมความเชื่อและประเพณีเป็นของตัวเอง มนต์เสน่ห์ด้านความหลากหลายของพืชพันธุ์ธัญญาหารในไร่หมุนเวียนในแต่ละช่วงเดือนของการทำไร่ ก็สามารถเก็บหาอาหารมากินได้นับไปตั้งแต่ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกๆ หลักจากการเผาไร่เลยทีเดียว ซึ่งจะเริ่มมีพืชผักป่าทยอยแทงหน่อแตกยอดขึ้นมาจากผืนดินให้ผู้คนได้ยังชีพกันตลอดช่วงต้นและปลายฤดูกาลทำไร่หมุนเวียนของทุกๆ ปี นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารของชุมชนและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการลงแขกเอามื้อเอาแรงกันตลอดวงจรการทำไร่หมุนเวียนและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ทำร่วมกันทั้งชุมชน รวมถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สอดคล้องเชื่อมโยงกันกับสรรพชีวิตอื่นๆ ทั้งในบริเวณไร่หมุนเวียน ผืนป่าต้นน้ำ ผืนป่าชุมชน ป่าจิตวิญญาณด้วยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น เคารพยำเกรง ยกย่องขอบคุณและขอโทษต่อสรรพสิ่งรอบตัวตลอดฤดูกาล อย่าง การทำพิธีกล่าวคำขอบคุณ คำขอขมาลาโทษ คำขอพร ก่อนทุกครั้งที่จะลงมือกระทำอะไรเสมอ ผู้เขียนบทรีวิวหนังสือเล่มนี้ประทับใจมากๆ ที่ได้เรียนรู้วิถีการทำไร่หมุนเวียนของพี่น้องปกาเกอะญอแบบเชิงลึก ใครที่สนใจแนวทางต่างๆ ของการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียนกันอยู่แล้วนั้น ชวนอ่านเล่มนี้กันทั้งเล่มได้เลย
หมายเหตุ: หากใครสนใจติดต่อรับหนังสือไร่หมุนเวียน: ในวงจรชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ สัมพันธภาพแห่งการเกื้อกูลและสมดุลกันระหว่าง คน-คน คน-ธรรมชาติ คน-สิ่งสูงสุด ของ บือพอ (ถาวร กัมพลกูล) สามารถติดต่อผู้เขียนหนังสือเล่มนี้โดยตรงได้ที่พาตี่อาจารย์ถาวร กัมพลกูล (086-7860810) ผู้เขียนรีวิวขอจบบทรีวิวไว้เพียงเท่านี้กันก่อน ยังมีเนื้อหาที่น่าอ่านติดตามอีกมากมายในหนังสือเล่มนี้ ขอบอกเลยว่าห้ามพลาดกันเชียว เราขอบคุณเพื่อนนักอ่านเป็นอย่างยิ่งที่ติดตามบทรีวิวหนังสือเชิงลึกของเราเสมอมา นอกจากนี้แล้วยังมีหนังสือของบือพออีกสองเล่มที่เราอยากขอชวนอ่านติดตามกันต่อน๊าาา ด้านล่างนี้เลย!
บทรีวิวหนังสือชีวิตข้า ปกาเกอะญอ: วิถีธรรมชาติของอิสระชนบนภูสูง เขียนโดย บือพอ (ถาวร กัมพลกูล)

หนังสือชีวิตข้า ปกาเกอะญอ: วิถีธรรมชาติของอิสระชนบนภูสูง เขียนโดย บือพอ (ถาวร กัมพลกูล) จัดพิพม์และจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์สารคดี พ.ศ. 2540
“ปกาเกอะญอ” นามแห่งนิยาม “อิสรชน” เผ่าพันธุ์คนภูเขาผู้ดำรงอยู่ด้วยคติแห่งความรัก สามัคคี และแบ่งปัน ในท่ามกลางความผันแปรของโลกภายนอก เพื่อคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งชนชาติของตน หนังสือชีวิตข้า-ปกาเกอะญอ คือบทสนทนาข้ามวัฒนธรรม ที่จะทำให้เราสำนึกรู้และตระหนักในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ร่วมแผ่นดินเดียวกัน จากอีกมุมมองที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน!
พออ่านหนังสือเล่มนี้เสร็จผู้เขียนบทรีวิวก็อดใจไม่ได้อีกเช่นเคย ที่จะเชิญชวนให้ผองเพื่อนทั้งหลายได้อ่านทั้งเล่มไปด้วยกัน เพราะถือเป็นบทเขียนเชิงประจักษ์พร้อมกับบทอ่านเชิงลึกที่ดีมากจริงๆ จากบทเขียนทั้งหมด 16 ตัวบทของหนังสือเล่มนี้ ที่อาจไม่ได้เชื่อมโยงกันโดยตรงในแต่ละตัวบท แต่พาตี่บือพอก็สานต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้งและกินใจมากเป็นพิเศษ หนังสือเล่มนี้ส่งเสียงสะท้อนอันหนักแน่นของคนกลุ่มน้อยสู่คนกลุ่มใหญ่ในสังคมไทยเรา พร้อมยังสะท้อนถึงการส่งแรงกายแรงใจถึงพี่น้องคนพื้นเมืองกันเองอีกด้วย เพื่อไม่ให้ย่อท้อที่จะต่อสู้ เพื่อรักษารากเหง้าและอัตลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ตนเองตราบนานเท่านาน
สำหรับคนที่สนใจศึกษาเรียนรู้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อ และวิถีการยังชีพที่พึ่งพิงผืนป่าธรรมชาติมาอย่างช้านานนับหลายพันปีด้วยชุดคติคำสอน เรื่องเล่าขานทางตำนานของรุ่นบรรพชนสู่รุ่นลูกหลานในปัจจุบันที่บันทึกโดยพี่น้องปกาเกอะญอเอง ในหนังสือเล่มนี้เชิญชวนผู้อ่านได้ท่องโลกกว้างไปกับพาตี่อาจารย์บือพอ ซึ่งแบ่งปันองค์ความรู้และภูมิปัญญาดั้งเดิมในการเอาตัวรอดแบบตนเป็นที่พึ่งแห่งตน รวมถึงความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องของต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์ตนเองไปจนถึงอนาคตที่อาจแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่บือพอเขียนบอกเล่าถึงความเป็นมนุษย์ของพี่น้องกะเหรี่ยงสะกอ หรือ ปกาเกอะญอ ผ่านบทเขียนเรื่องราวในวัยเด็กจวบจนวัยผู้ใหญ่เพื่อมุ่งหวังให้สังคมภายนอกได้เข้าอกเข้าใจความเป็นชาติพันธุ์กลุ่มน้อย ที่ล้วนมีความเท่าเทียมกันกับคนภายนอก “จากวาทกรรมการโดนดูถูกดูแคลนของรัฐชาติในอดีตเป็นต้นมา ส่งผลให้บือพอได้ออกเสาะหาแนวทางและเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องเผ่าพันธุ์ตัวเองเสมอว่า คนชาวเขาชาวดอยจะไม่มีอะไรดีเลยหรือกระไร เพราะบางทีเผ่าพันธุ์ตนอาจมีอะไรดีๆ และล้ำค่ามากๆ อยู่บ้าง บือพอ ได้เรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ตำนานเรื่องเล่าบรรพชน นิทานสอนใจ สุภาษิตลำนำคำสอนดั้งเดิมที่ได้ซึบซับไว้ในใจมาเรื่อยๆ จนบือพอเริ่มเข้าใจว่า วิชาความรู้ทั้งหลายไม่ได้มาจากโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่วิชาความรู้มีอยู่ทุกหนแห่งและมีอยู่ในเผ่าพันธุ์ตัวเองด้วย ด้วยความภูมิใจในอัตลักษณ์ของตัวเองมากยิ่งขึ้นจึงช่วยลดความรู้สึกด้วยกว่าคนอื่นลงไปตามมา”
สิ่งที่หนังสือชีวิตข้าปกาเกอะญอ ได้นำเสนอไว้อย่างละเมียดละไมและเด่นชัดมากสุดคือ ความภาคภูมิใจของการเป็นคนปกาเกอะญอและความเป็นคนกลุ่มน้อย ทั้งในด้านวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม คุณค่าของความเป็นคน องค์ความรู้ทางจิตวิญญาณและนิเวศวิทยาของการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และการกินอยู่อาศัยพึ่งพึงกับผืนป่าที่บรรพบุรุษได้ส่งต่อให้พวกเราได้ดำรงอยู่และยึดถือปฏบัติสืบทอดต่อไปอย่างมีเกรียติและศักดิ์ศรี
นอกจากนี้แล้วในแต่ละตัวบทจะมีภาพวาดประกอบฉากอย่างน่าหลงไหลและน่าติดตามมากจริงๆ เราขอยกตัวอย่างบางบทตอนที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษมาเกริ่นให้เพื่อนๆ ได้สัมผัสกันดูสักหน่อย
ตัวอย่างคติสอนใจจากตัวบท ปู่สอนหลาน “ย้อนยุคไปถึงสมัยก่อน สังคมในชนเผ่าแต่ไหนแต่ไรมา ที่มันมีแต่บรรยากาศดีๆ ความรู้สึกดีๆ ผู้คนไม่โลภมาก ไม่กอบโกย ไม่สะสม ใครจะว่าสมัยก่อนมันไม่ดี ล้าหลัง ไม่พัฒนา แต่ปู่ก็ยังฝังใจว่ามันยังดีกว่ายุคปัจจุบันเป็นไหนๆ”
“ผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวไว้ว่า ลูกหลานเอ๋ย
เราเกิดมาเป็นคน จะรวยหรือจน
ต่างก็เป็นคนเหมือนๆ กัน
เราเกิดมาจากดิน เราต่างล้วนเป็นหนี้ดิน
หลังความตาย เราต้องกลายเป็นดิน”
“คนสมัยนี้กินไม่รู้จักอิ่ม กินไม่รู้จักพอ
กินทุกสิ่งทุกอย่าง กินข้าวกินปลา
กินดินกินทราย กินต้นไม้ใบไม้
กินกรวด กินหิน กินน้ำกินไฟ กินบ้านกินเมือง
กินแม้กระทั่งคนด้วยกันเอง”
ตัวอย่างคติคำสอนจากตัวบท “เกิด” เป็นเรื่องเล่าที่น่าติดตามต่อมากๆ อย่างเรื่องการเกิดของเด็กเกิดใหม่ในหมู่บ้าน ที่ทุกคนจะไม่ออกไปทำไร่เลยในช่วงเวลาเช่นนี้ แต่จะอยู่บ้านและออกไปแสดงความยินดีกับครอบครัวเด็กเกิดใหม่ และจะนำของกินของใช้ไปให้ตามความเหมาะสมและจำเป็น และมีการนำรกของเด็กเกิดใหม่ไปผูกไว้กับต้นไม้แข็งแรงๆ และปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังไปตามธรรมชาติ โดยจะนำรกเด็กใส่กระบอกไม้ไผ่และปิดฝาด้วยเศษผ้า แล้วจึงนำไปผูกไว้กับต้นไม้ “ที่ทำกันเช่นนี้เพราะคนปกาเกอะญอเชื่อว่า คนเรามี เกอลา หรือ ขวัญและขวัญต้องมีที่พักอาศัยอย่างถาวร จึงต้องนำรกของเด็กเกิดใหม่ไปผูกติดไว้บนต้นไม้เพื่อขวัญจะได้อาศัยอยู่ที่นั่น และจะไม่ตัดต้นไม้ที่มีขวัญของคนๆ นั้นทิ้งเป็นอัดขาด ไม่เช่นนั้นตัวเด็กที่ฝากขวัญไว้กับต้นไม้จะมีอันเป็นไป จะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือถึงแก่ชีวิตในท้ายที่สุด ดังนั้น คนปกาเกอะญอทุกคนจึงมี เดปอถู่ (ต้นสายรก) เป็นของตัวเองและมีต้นไม้ประจำตัวของแต่ละคน ซึ่งหมายถึงชีวิตคนและธรรมชาตินั้นสัมพันธ์กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันนั่นเอง”
ตัวอย่างบางส่วนจากตัวบท “ข้อห้าม” ได้แสดงให้เห็นว่าในวัฒนธรรมคนปกาเกอะญอ มีข้อห้ามศักดิ์สิทธิ์มากมายหลายอย่าง เพื่อแสดงความเคารพต่อชีวิตอื่นๆ เสมอ อย่างเช่น เวลาเข้าป่าจะห้ามส่งเสียงดัง อย่าทำอะไรที่ไม่เหมาะสม อย่าพูดจาหยาบคาย เพื่อเชื่อกันว่าผืนป่ามีเจ้าของ ผืนป่ามีเจ้าที่เจ้าทาง ถ้าหากทำตัวไม่เคาระพสิ่งอื่นเวลาเข้าป่า อาจโดนเจ้าป่าลงโทษทำให้ไม่สบายหรือเกิดอุบัติเหตุใดๆ ก็เป็นได้ (เรื่องนี้ผู้เขียนบทรีวิวมองว่าแม้จะเป็นเพียงความเชื่อ แต่มันคือความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งมาก จึงควรสืบสานสู่ลูกหลานมากๆ เพราะถือเป็นการฝึกฝนให้คนเรารู้จักให้เกียรติและเคารพยำเกรงชีวิตอื่นๆ รอบตัวตั้งแต่แรกเลย) อย่างเช่น ตัวอย่างคำสอนบางส่วนของคุณพ่อของบือพอซึ่งถ่ายทอดไว้ผ่านบทตอนหนึ่งที่ว่า เรื่องอาหารในป่า เราได้สร้างขึ้นมาเอง แต่เจ้าของป่าให้เรามา ด้วยเหตุนี้เมื่อเราได้กิน เราต้องรักษาควบคู่กันไป หากเก็บพืชผลจากต้นอะไรก็แล้วแต่ อย่าทำให้มันขาดหัก เพราะเราไม่ได้เก็บกินเพียงครั้งเดียว เรายังต้องเก็บกินอีกหลายครั้ง ตอนที่เก็บพืชผลจากต้นไหนต้องระวังมือให้ดี มีคนเฒ่าคนแก่บอกไว้ว่า “ลิงชะนีตายตัวหนึ่ง ผืนป่าเจ็ดป่าต้องเงียบเหงา นกกกตายตัวหนึ่ง ต้นโพธิ์เจ็ดต้นต้องวังเวง นกกก หรือนกเงือกเป็นนกที่ซื่อสัตย์ต่อคู่ หากคู่ตายไป นกเงือกจะฆ่าตัวตายตาม เคยมีคนมือบอนฝืนข้อห้ามคนเฒ่าคนแก่ ยิงนกกกตัวหนึ่งตาย ปรากฎว่าตัวคู่ที่เหลือบินโหยหาอีกตัวนานเป็นเจ็ดวันเจ็ดคืน วันแล้ววันเล่า ในที่สุดก็แขวนคอตาย ณ ไร่ซากแห่งหนึ่ง”!
บือพอได้ตั้งคำถามใหญ่ที่รอคอยผู้คนหันมาตอบและลงมือสืบสานกันต่อไปว่า “มันถึงวาระแล้วหรือ ที่องค์ความรู้ดั้งเดิมอันล้ำค่าของบรรพชนจะสูญหายไป” ยังมีเรื่องเล่าขานอีกมากมายให้ติดตามกันต่อในตัวบทอื่นๆ ของหนังสือเล่มนี้ หากใครสนใจอยากได้หนังสือมาอ่านเพิ่มเติม สามารถติดต่อกับพาตี่อาจารย์บือพอได้โดยตรงเลยน๊าา เราขอชวนเพื่อนๆ ตามอ่านดูกันต่อกับบทรีวิวหนังสือเล่มสุดท้ายที่บือพอบรรจงไว้อย่างจรรโลงใจไม่แพ้กัน ชวนอ่านบทรีวิวเล่มสุดท้ายนี้กันต่อด้านล่างนี้เลย!
บทรีวิวหนังสือ เสียงอุทรณ์จากชนเผ่า: ลำนำสะท้อนวิถีที่แปลกเปลี่ยน เขียนโดย บือพอ (ถาวร กัมพลกูล)

หนังสือเสียงสะท้อนจากชนเผ่า: ลำนำสะท้อนวิถีที่แปลกเปลี่ยน เขียนโดย บือพอ (ถาวร กัมพลกูล) จัดพิมพ์โดย คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2547 และจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสครบรอบทศวรรษชนเผ่าพื้นเมืองโลก โดยองค์กรสหประชาชาติ (ปี ค.ศ. 1994-2004)
หนังสือเล่มนี้ บือพอบรรจงไว้อย่างแยบยล และยังเชิญชวนผู้คนให้หวนคำนึงถึงเสียงอุทรณ์จากชนเผ่าในหลากหลายปมปัญหา ไม่ว่าจะเป็นด้านข้อเสียเปรียบของตนเองต่อรัฐชาติไว้อย่างน่าหลงไหลกันอีกเช่นเคย พอผู้เขียนบทรีวิวอ่านหนังสือเล่มนี้เสร็จแล้ว ก็สัมผัสได้ทันทีเลยว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่เสียงสะท้อนจากชนเผ่าเพียงเท่านั้น แต่หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนเสียงของคนทุกกลุ่มก้อน ที่โดนถอนรากถอนโคนทางประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อทางจิตวิญญาณและวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองไป ผ่านการอำนาจครอบงำของรัฐชาติ ความพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของสังคมยุคใหม่นั่นเอง…
โปรยปกหลังด้วยคำตักเตือนจากบรรพชน:
“เงินของเจ้า เจ้าอย่ามาป้ายตาฉัน
ทองของเจ้า เจ้าอย่ามาทาบใจฉัน
นำเงินทองของเจ้าคืนไป เอาข้าวของฉันคืนมา”“ลูกหลานเอ๋ย! จงฟังให้ดีๆ นะ
ถึงวาระหนึ่ง แมงมุมจะชักใยทั่วขุนเขา
แม่น้ำลำธารจะไหลย้อนกลับ
ผู้คนจะปลิวว่อนไปกับสายลม
จับอะไรก็ไม่อยู่ ยึดสิ่งใดก็ไม่มั่น เว้นแต่ตอข้าวและเทียนไขผึ้งเท่านั้น”
เสียงอุทรณ์ทั้งหลายจากชนเผ่าในหนังสือเล่มนี้ ล้วนเป็นเสียงท้อนที่บันทึกไว้เป็นเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ชนเผ่าพื้นเมือง ผ่านแก่นเรื่องในแต่ละบทตอน ซึ่งชี้ให้เห็นการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย เห็นภาพตรงกัน และเกิดการรับรู้แยกแยะถึงความผิดถูกชั่วดีได้เป็นฉากๆ เสียงสะท้อนจากชนเผ่าเล่มนี้ยังได้ส่งพลังมากมายให้กับกลุ่มคนที่ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิทั้งหมดที่พึงมีของตนในสังคมร่วมกัน
การโดนกลืนกินวัฒนธรรมจะนำไปสู่การล่มสลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าในท้ายที่สุด บือพอเปรียบเทียบถึงผู้คนที่มุ่งทำลายสิ่งนี้เป็นเนืองนิจว่าเป็น “ยักษ์ หรือปีศาจ” ที่จ้องเขมิบทุกชีวิตอยู่ตลอดเวลาและพี่น้องชนเผ่าทั้งหลายกลายเป็นผู้ถูกไล่ล่า…เราขอยกตัวอย่างบางบทตอนที่น่าติดตามมากๆ มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันดูสักหน่อย อย่างเช่น บทตอน“ผู้ถูกล่าวหา” ที่สะท้อนด้วยถ้อนคำเฉียบคำและแสดงจุดยืนของพี่น้องชนเผ่าจากก้นบึ้งของใจไว้ดังนี้:
“ไม่ใช่ฉัน แต่เจ้าต่างหากคือผู้บงการ” ซึ่งสื่อถึงความเข้าใจผิดทั้งหมดทั้งมวลที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่ว่า เป็นภัยคุกคามต่อสังคมและรัฐชาติ ด้วยแรงกดทับอันหนักอึ้งและการโดนกล่าวหาแบบลอยๆ มาโดยตลอดว่า ทุกสิ่งอย่างที่เปลี่ยนไปล้วนเป็นความต้องการของคนในชนเผ่า…และตัวบท “ผู้ถูกท่องเที่ยว” บางส่วนที่บือพอนำเสนอไว้ว่า “หมู่บ้านของฉันอ่อนกำลังลง ด้วยว่าผู้คนหันไปพึ่งใบบุญเจ้า ทำไร่ปลูกข้าวพวกเขาเริ่มหันหลัง ทำสวนปลูกผักพวกเขาเริ่มเกลียดชัง รุ่นลูกฉันไม่รู้จักวิธีปลูกข้าวแล้ว รุ่นหลานฉันไม่รู้จักวิธีทำไร่นาแล้ว ยกมือไหว้เจ้าประดุจเทวดา กลายสภาพเป็นขอทานอย่างน่าหดหู่เวทนา” ซึ่งสื่อถึงการพึ่งพาตนเองได้หมดลงแล้วอย่างสมบูรณ์
เราขอยกตัวอย่างเพิ่มอีกสักหน่อยในบางบทตอนก่อนจะจบบทรีวิวกันไป อย่างเช่น บทตอน “คำตักเตือนจากบรรพชน” ซึ่งเป็นเหมือนคำทำนายและคำสอนให้กับรุ่นลูกหลานที่ว่า ณ จุด จุดหนึ่ง หากหมู่เราทั้งหลายคล้อยตามยักษ์ใหญ่ หรือปีศาจร้ายใจมารไปหมดเสียทุกอย่าง หมู่เราจะได้พานพบกับจุดจบเดียวกันกับพวกเขา ทั้งๆ ที่หมู่เราไม่ได้ต้องการมันตั้งแต่แรก แต่จำเป็นต้องปรับตัวตามอำเภอใจของยักษ์ใหญ่เสอมา จนต้องเผชิญกับความล่มสลายในที่สุด ดังบทอุทรณ์ที่ว่า ลูกหลานเอ๋ย! จงฟังให้ดีๆ นะ
“ถึงวาระหนึ่ง จะเกิดการกันดารอาหาร ข้าวจะยาก หมากจะแพง กันดารเจ็ดปี ขาดแคลนเจ็ดปี แต่เมื่อคราวคลาดแคลนเจ็ดปีมาถึง ผู้คนจะเสียชีวิตเสียสิ้น เมื่อถึงเวลานั้นแม้จะถางไร่กว้างเท่าใดก็ไม่ได้ผล ผู้คนสามสิบคนจะมีห่อข้าวเพียงห่อเดียว พวกเขาจะแย่งกันกินจนหัวทิ่มใส่กัน พวกเขาจะคิดถึงและโหยหาร้องหาข้าว พวกเขาจะเร่ร่อนพเนจรไปตามป่าเขาลำเนาไพร ประทังชีวิตด้วยลูกไม้และหยวกกล้วยป่า ลูกหลานจะทยอยเสียชีวิตไปทีละคนสองคน พวกเขาไม่มีแรงฝังศพลูกหลาน จึงวางไว้ตามง่ามกิ่งไผ่กิ่งไม้ และที่สุดพวกเขาจะเสียชีวิตตามไปทั้งสิ้น”
ลูกหลานเอ๋ย! จงฟังให้ดีๆ นะ “ถึงวาระหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์พลิกผลันตาลปัตร จงเฝ้าระวังตัวให้ดีและตั้งตนให้มั่นเข้าไว้ แม่ไก่จะเกี้ยวพ่อไก่ให้ออกไข่ หนูจะไล่กัดกินแมว ข้าวสาลีจะโฉบกินอีกา ควายจะไล่ต้อนเสือ ยอดอ่อนต้นพริกจะเล็มกินกวาง จอมปลวกจะหักโค่นหมี ไฟจะอังตัวเองด้วยข้าวโพด ตะขาบจะไล่ฟาดท่อนไม้ ไส้เดือนจะช่วยกันลากมดดำ ขโมยจะไล่จับตำรวจ ชะนีจะลงไปหลบตัวอยู่ในน้ำ ตะพาบน้ำขึ้นไปหลบตัวอยู่บนต้นไม้ ผลต้นไทรจะมากินนกเงือก”
นอกจากนี้บือพอยังได้นำเสนออัตลักษณ์ของผู้นำชุมชนพื้นเมืองไว้อย่างน่ายกย่องอีกด้วย ดังนี้ ผู้นำชุมชนต้องเป็นคนรักสมถะ สันโดษ เรียบง่าย สขุม มั่นคง ใจเย็น ปัญญาหลักแหลม ซื่อสัตย์ รอบครอบ วางตัวเสมอทุกคนอื่น โดยมีหลักยึดมั่นในประโยชน์สุขของลูกหลาน มีสิ่งถือมั่นคือคุณธรรม-จริยธรรม สังคมพี่น้องคนพื้นเมืองจึงสงบสุขและปรองดองเสมมา เราขอยกตัวอย่างอีกสักตัวบทหนึ่ง นั่นคือ ตัวบท “ข้อเรียกร้อง” ซึ่งสะท้อนไว้อย่างตื้นตันใจที่พี่น้องชนเผ่าและคนพื้นบ้านล้วนโหยหาถึงมันด้วยกันทั้งนั้นแล “โอ! เจ้าผู้มากด้วยความโลภ โปรดปล่อยชีวิตฉันกลับสู่ความสันโดษเถิด โปรดปล่อยชีวิตฉันกลับไปอยู่กับความสมถะเถิด โปรดปล่อยชีวิตฉันกลับไปชื่นชมความเรียบง่ายเถิด ฉันถือตนเองเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติคือเพื่อนร่วมโลก เราพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ฉันขออยู่แบบตามคำสอนของบรรพชน”
“ทำกับดักหนู ได้กินหนู ทำไร่ ได้กินข้าว ทำด้วยมือ กินด้วยปาก ทำด้วยสมอง กินด้วยปัญญา อย่าได้โลภ อย่าได้กอบโกย กินปลาให้รักษาห้วย กินเขียดให้รักษาผา ดื่มน้ำให้รักษาน้ำ ใช้ผืนดินให้รักษาผืนดิน ดังบรรพชนได้สั่งสอนเอาไว้” เป็นต้น

เอาละ เราขอยกตัวอย่างตัวบทต่างๆ ของเล่มสุดท้ายไว้เพียงเท่านี้ก่อน ยังมีอีกหลายตัวบทที่ต้องอ่านติดตามกันให้ได้ และเราเองก็ขอจบบทรีวิวหนังสือทั้งสามเล่มไว้ตรงนี้ ยังมีเนื้อหาเชิงลึกที่น่าอ่านติดตามอีกเยอะมากจริงๆ ใครสนใจอยากได้มาอ่านทั้งสามเล่ม ติดต่อรับหนังสือได้ที่พาตี่อาจารย์ถาวร กัมพลกูล (086-7860810) กันได้เลย ไว้ชวนติดตามบทรีวิวหนังสือเชิงลึกของเรากันอีกเล่มหน้าน๊าา!
เราขอขอบคุณพาตี่อาจารย์ บือพอ เป็นอย่างยิ่งที่ได้บันทึกองค์ความรู้ทางภูมิปัญญา จิตวิญญาณและวิถีชีวิตดั้งเดิมของพี่น้องปกาเกอญอ เผยแพร่ไว้ให้พวกเราคนรุ่นใหม่ได้ย้อนกลับมาสัมผัสหยั่งรู้กันดูอีกครั้ง
เขียนบทรีวิวโดย อนุธิดา มูลนาม (นกน้อยทำรังแต่พอตัว)
ผู้ร่วมบุกเบิกก่อตั้งสวนฟื้นฟูวิถียั่งยืน เน้นทำสวนป่าอาหารและฟื้นฟูธรรมชาติ ด้วยแนวทางเกษตรนิเวศแบบรวมศาสตร์ นักเก็บเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นบ้านพื้นเมืองและสมุนไพรป่า นักจิตอาสาร่วมสื่อสารประเด็นคุ้มครองวิถีชีวิตและภูมิปัญญาดั้งเดิมของพี่น้องคนพื้นเมือง




















