กินอะไรดี – ตอน 2

กินอะไรดี ถ้าอาหารในร้านค้าหมด

มาดูวิธีการเรียบง่าย ใช้ในระดับท้องถิ่น กับเรื่องระบบความยืดหยุ่นทางอาหาร และความมั่นคงทางอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตอนที่ 2: ความหลากหลายทางอาหารหลัก – ขนุน และผลไม้ตระกูลขนุน (Staple food diversification – Jackfruit and Artocarpus spp.)


หมายเหตุ: บทความตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความทั้งชุด ซึ่งเราพาไปสำรวจหาหนทางออกสำหรับมรสุมปัญหาที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ คลิกอ่านบทก่อนหน้าที่นี่ตอนที่ 1: การทำสวนป่าอาหาร – เราเรียนรู้อะไรจากธรรมชาติได้บ้าง (Creating a Food Jungle – What Nature can teach us)
หรือคลิกกลับไปยังหน้าแรกพร้อมสารบัญทั้งหมดที่นี่

หลังจากที่ได้เห็นกันแล้วว่าจะปลูกพืชพรรณอย่างไรดี จากบทความตอนที่แล้ว ถึงพวกเขาจะอยู่พึ่งพาอาศัยกันในระบบนิเวศหนึ่งๆได้ บทความตอนนี้ เราจะพามาดูถึงรายละเอียดกันมากขึ้นเกี่ยวกับว่า จะปลูกอะไรดี

การมีอาหารประเภทหลักอย่างมั่นคงได้ ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในทางโภชนาการ เนื่องจากเราต้องการอาหารที่ให้พลังงานคาร์โบไฮเดรตสูง เพื่อเติมท้องพวกเราให้อิ่ม ตอนนี้อาหารหลัก (โดยส่วนใหญ่) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คือ อาหารประเภทข้าว (ตามที่เราสำรวจกันมาแล้วในบทตอนที่แล้ว) ซึ่งเนื่องมาจากผลคาดการณ์ที่ว่า ผลผลิตอาหารจำพวกข้าวจะลดน้อยลง พืชเศรษฐกิจล้มตายเป็นระดับภูมิภาคจะเกิดบ่อยขึ้น และขอบอกเป็นนัยไว้ว่าข้าวจะถูกกำหนดราคาให้สูงขึ้น เรื่องการทำให้เกิดความหลากหลาย หรือ diversification คือกุญแจสำคัญ ณ จุดนี้ มันจะดีขึ้นยิ่งกว่าอีก ถ้ามีพืชหลายชนิดพันธุ์เพื่อกำหนดพีระมิดทางโภชนาการ (nutritional pyramid) ของเรามากกว่าจะมีอยู่ชนิดพันธุ์เดียว ถ้าหากคุณปลูกเพียงแค่ข้าว และหากเก็บเกี่ยวข้าวไม่ได้ คุณก็จะไม่มีพืชอย่างอื่นที่ยังให้พึ่งพาได้อีก ถ้าหากคุณปลูกหลายชนิดรวมกัน เช่น ปลูกอาหารหลักที่ให้พลังงานสูงเป็นห้าชนิดพันธุ์ และมีชนิดหนึ่งหรือสองชนิดไม่ได้เก็บเกี่ยว คุณก็จะยังมีชนิดอื่นๆ ที่ยังเหลือให้พึ่งพาได้อยู่ ดังนั้น จึงสามารถหลีกเลี่ยงเรื่อง ความหิวโหย (hunger) และความอดอยากอาหารได้ (starvation) ซึ่งชนิดพืชพรรณในแถบเขตร้อนชื้นจะไม่เคยถึงจุดขาดแคลนเลย ในบทความย่อยตอนนี้ ตอนความหลากหลายทางอาหารหลัก (Staple food diversification) เราจะนำเอาพืชกลุ่มที่เป็นแป้ง (starchy crops) หลายชนิดพันธุ์มาเปรียบเทียบให้ดู ทั้งหมดต่างก็เป็น พืชที่โตได้ในสภาพป่า (forest crops) ทั้งนั้น และส่วนใหญ่เป็นพืชอายุหลายปีและที่โตได้เป็นหนึ่งปี ตารางด้านล่างนี้อธิบายถึงภาพรวมของชนิดพันธุ์พืชบางส่วนที่เราจะกล่าวถึง ซึ่งกำหนดอัตราการวัดเชิงปริมาณจากอัตราผลผลิต


ชื่อภาษาละตินชื่อชนิดพันธุ์ผลผลิตตามอัตราเฉลี่ยทั่วไปผลผลติต่อ ตัน/เฮกตาร์ตอนที่
Artocarpus altilis* สาเก6.1–192
A. heterophyllus** ขนุน2030-802
A. integer**จำปาดะ135-492
Manihot esculenta*มันห้านาที4.13.2-293
Dioscorea alata* มันพร้าว3.22.2-8.13
Dioscorea bulbifera* มันเหน็บ0.3-5.13
Colocasia esculenta*หัวเผือก2.11.4-8.13
Ipomoea batatas*มันม่วง3.80.6-6.43
Musa spp.*กล้วยชนิดใช้ลูกดิบ1.44
Musa spp.*กล้วย3.10.8-214

*แหล่งที่มา: The Carbon Farming Solution, Eric Toensmeier (2016)  
**เก็บเกี่ยวผลสุก (มีเมล็ดน้อย) เก็บเกี่ยวผลดิบใช้เป็นแหล่งพืชแป้งจะมีปริมาณต่ำกว่า

ตอนที่ 2 ของบทความชุดนี้คือเราจะอธิบายเกี่ยวกับชนิดพันธุ์ของพืชที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อพวกเรา นั่นก็คือผลไม้ตระกูลขนุน (Artocarpus) ซึ่งจะประกอบไปด้วยหลากหลายชนิดพันธุ์ บางพันธุ์ก็ทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง (drought-tolerant)  พันธุ์อื่นๆทนทานต่อสภาพน้ำท่วม (flood-resistant) และอีกบางสายพันธุ์ก็จะออกผลให้เก็บกินได้ตลอดทั้งปี ในขณะที่พันธุ์อื่นๆออกให้กินเฉพาะตามฤดูกาล ผลไม้ตระกูลขนุน หรือ Artocarpus มักเรียกกันว่าอยู่ในตระกูลต้นหม่อน หรือ Mulberry family จัดอยู่ในวงศ์ขนุน (Moraceae) ซึ่งสามารถออกผลผลิตเป็นประจำและให้พลังงานสูง ดังนั้นจึงเป็นจัดเป็นพืชที่สามารถช่วยเพิ่มพูนระบบความยืดหยุ่นทางอาหารได้ (food systems resilience) ในสวนผสมถาวรของพวกเรามีขนุน หรือ Jackfruit (A. heterophyllus) ถึง 6 ชนิดเป็นอย่างน้อย มีจำปาดำ หรือ Cempedak (A. integer) ถึง 5 ชนิดเป็นอย่างน้อย มีสาเก หรือ Breadfruit (A. altilis) มีขนุนสำปะลอ หรือ Breadnut (A. camansi) มีต้นมารัง หรือ Marang (A. odoratissimus) มีมะหาด หรือ Lakoocha (A. lacucha) และมีขนุนลิง หรือ Monkey Jackfruit (A. rigidus).

มะหาด (Artocarpus lacucha)  เป็นผลไม้ป่าที่เราพบเห็นต้นเติบโตตามชายแดนป่าของสวนพวกเรา และจึงได้นำมาปลูกต่อในสวนเราอีกด้วย

จุดมุ่งหมายหลักของเราจะอยู่ที่เรื่องต้นขนุนและต้นจำปาดะ เนื่องจากเป็นผลไม้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี เริ่มออกผลให้เก็บเร็ว (ต้นจะเริ่มออกผลได้ภายในเวลาเพียงแค่ 4-5 ปี) และเราก็มีหลายต้นที่ออกลูกให้เก็บแล้ว เราได้ใช้ผลสุกและดิบเป็นประจำ ถ้าได้ปลูกต้นขนุนไว้ใกล้บริเวณบ้านของครัวเรือนหนึ่ง มันก็จะช่วยรับประกันความปลอดภัยทางด้านความหลากหลายของอาหารหลักที่จำเป็นมากสุดได้ และจะได้เก็บผลเป็นประจำ เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหารอีกหลายอย่าง ขนุนต้นเดียวสามารถออกผลให้เก็บเป็น ร้อย ๆ ลูก แต่ละสายพันธุ์ก็สามารถออกผลให้เก็บได้แทบจะตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณปลูกไว้หลายต้น และปลูกกระจายกันออกไปคนล่ะที่ (ซึ่งมีความแต่กต่างกันเล็กน้อยในแง่ของ ดิน แสงแดด และน้ำ) คุณก็จะได้เก็บเกี่ยวผลขนุนกินกันตลอดทั้งปี

มีวิธีการที่ปลอดภัยยิ่งกว่าอีกเพื่อจะมั่นใจได้ว่าจะมีกินตลอดทั้งปีก็คือ ทำให้เป็นไปตามหลักการของเศรษฐ์กิจแลกเปลี่ยนของกิน หรือ gift economy กับเพื่อนบ้านเรา ขนุนมักจะออกผลใหกินได้มากกว่าหนึ่งครัวเรือน ดังนั้นถ้าคุณแบ่งปันกันกิน ทุกคนก็ได้ผลประโยชน์ทั้งนั้น ดังคำสุภาษิตชาวแอฟริกันที่ว่า: “ที่เก็บผลไม้ที่ดีสุดก็คืออยู่ในท้องของเพื่อนๆของตน!” ถ้าหากเป็นไปได้ จงปลูกไว้ใกล้ๆห้องครัวสักต้นหนึ่งเป็นอย่างน้อย ปลูกหลังห้องน้ำ หรือปลูกติดบ่อสระน้ำ ขนุนเป็นต้นที่ทนทานต่อสภาพแห้งแล้งและเป็นต้นที่แข็งแรง แต่จะออกลูกให้กินทั้งปีได้ต้องเข้าถึงน้ำได้ตลอดทั้งปี ขนุนต้นใหญ่จะมีรูปทรงของต้นไม้ แบบ ตัว “T” ตัว “0” ตัว “V” หรือ ตัว “Y” และดังนั้นจึงสามารถปลูกต้นขนุนร่วมกันได้กับต้นอื่นที่มีรูปทรงเป็นแบบ ตัว “I” ตัว “A” ตัว “n” ตัว “i” หรือ ตัว “o” ต้นขนุนโตรวดเร็วและเป็นต้นสูง และยังสามารถเป็นต้นที่จะเป็นไม้ชั้นเรือนยอดให้กับสวนป่าอาหาร (Food Jungle) ซึ่งได้โตก่อนต้นอื่นอีกด้วย จำปาดะ (Cempedak) ชื่นชอบสภาพอากาศที่เปียกชื้น และออกผลให้กินเพียงฤดูกาลเดียว แต่จะออกผลดกมากยิ่งขึ้นเมื่อต้นโตเป็นต้นสมบูรณ์แล้ว และสามารถนำไปประกอบอาหารได้เช่นเดียวกันกับขนุนเลย ต้นใหญ่ที่สมบูรณ์แล้วต้นเดียวที่อยู่ข้างบ้านเราออกผลให้เก็บเป็น 50 ลูก ปีนี้ (ออกผลให้เก็บเป็นเวลาประมาณสามเดือน) ซึ่งได้ผลเยอะเกินไปสหรับเพียงสองคน เรามีจำปาดะเยอะมากที่ได้เอาไป “ฝากไว้ในท้องเพื่อนๆของพวกเรา” และยังเอาไปเลี้ยงไก่บ้านของเราอีกด้วย

เก็บในวันเดียวจากต้นที่อยู่ข้างบ้านพวกเรา

ต้นที่ปลูกจากเมล็ดจะแข็งแรงมากกว่าชนิดที่เสียบยอด (เราขยายพันธุ์ได้แม้แต่กับเพียงแค่โยนหว่านเมล็ดไปตามสวนและเก็บต้นที่แข็งแรงสุดเอาไว้) แต่กับผลไม้ที่ปลูกจากเมล็ดบางครั้งคุณก็อาจจะได้กินลูกสุกที่ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ และนี่ก็ยังเป็นเรื่องดีอยู่ เพราะคุณก็จะได้ใช้ลูกดิบเพื่อทำอาหารกินโดยที่ไม่ต้องเสียดายว่าไม่ได้กินผลสุก และนี่ก็คือวิธีการแรกที่นำขนุนหรือจำปาดะมาประกอบเมนูอาหาร ใช้เป็นอาหารหลัก: คือเพียงปอกเปลือกออกแล้วจึงนำผลดิบไปต้นเท่านั้น! ขณะที่มันคงจะไม่ทำให้ชาวอีสานตื่นใจกัน (เพราะเมนูนี้ก็คือ ซุปขนุน) ต้มผลอ่อนขนุนหรือจำปาดะกินอร่อยอย่างแน่นอน! สามารถสับขนุนเป็นชิ้นๆ และนำไปเป็นส่วนผสมในเมนูอาหารไทยทั้งหมดได้ เช่น  ใส่ในต้มน้ำซุป เมนูแกงต่างๆ  ต้มยำ ตุ๋น ผัดธรรมดา ผัดเผ็ด และทำเมนูสลัดได้ เป็นต้น ถ้าใส่ชิ้นขนุนในอาหารเยอะๆ คุณก็จะไม่อยากได้คาร์โบไฮเดรตมากินคู่กันอีกกับเมนูนี้ (เพราะมันทำอิ่มท้องไม้แพ้ข้าวเลย) ดังนั้น มันจึงถือเป็นวิธีการลดบริโภคข้าวไปในแต่ละมื้อได้เป็นอย่างดี

ปอกเปลือกผลอ่อนขนุน และสับเป็นชิ้นบางๆพร้อมนำไปต้มได้เลย!
ตำซุปขนุน อาหารพื้นบ้านภาคอีสาน
ชิ้นขนุนที่ต้มสุกแล้ว และนำมาทำเมนู ผัดเผ็ดขนุน
นำชิ้นที่ต้มสุกแล้วมาทำเมนู ผัดกระเพราขนุน

ต้มเมล็ดของขนุนและจำปาดะ เป็นหนึ่งในอาหารที่กินแทนข้าวได้ดีมากสุดที่นี่ในไร่สวนพวกเรา มีหลายวิธีในการจัดเตรียม และนำไปเป็นส่วนประกอบเมนูอาหาร ผลขนุนลูกใหญ่ๆมาสมารถออกเมล็ดได้เป็น 100 เมล็ด และเมล็ดของทั้งขนุนและจำปาดะให้พลังงานสูง อดุมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เช่นเดียวกับข้าว แต่ทั้งเมล็ดขนุนและจำปาดะมีคาร์โบไฮเดรตสูงมากกว่า ข้าวประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำไปต้ม ในขณะที่เมล็ดขนุนหรือจำปาดะประกอบด้วยน้ำเพียงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ (ที่จริงแล้ว ข้าวขาวสุกมีสารอาหารน้อยมาก นอกจากน้ำและคาร์โบไฮเดรต) เมล็ดขนุนและจำปาดะยังประกอบด้วยโปรตีนเป็นสามเท่าของข้าวขาว (ต่อหน่อยของน้ำหนัก) เมล็ดขนุนและจำปาดะมีวิตามินและแร่ธาตุมากกว่าข้าว และยังมีเส้นใยจำนวนมาก และมีกากใยที่ย่อยยากซึ่งลำเลี้ยงผ่านตัวคุณลงไปเป็นอาหารของแบคทีเรียในลำไส้ (และการมีจุลินทรีย์ในลําไส้อย่างสมดุล ก็หมายถึง มนุษย์ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง!)

จริงๆแล้วเมล็ดจำปาดะกินอร่อยกว่าเมล็ดขนุน กินแรกๆจะมีรสชาติคล้ายๆเมล็ดเกาลัด และจากนั้นก็มีรสใกล้เคียงกับมันฝรั่ง (แต่เพียงแค่สองรสก็ทำให้กินอร่อยกว่าแล้ว!) คุณสามารถเคี้ยวกินได้ทั้งเมล็ด หรือ ตำในครกให้ละเอียด และกินกับเมนอื่นๆ ได้เลย (ใช้กินแทนข้าว) หรือเอาเมล็ดที่ต้มสุกแล้วไปกินเล่นกับเมนูส้มตำ และยังนำเอาเมล็ดจำปาดะไปเป็นส่วนประกอบได้กับอีกทุกเมนูด้วยเช่นกัน เช่น ทำผัดกระเพรา หรือ ผัดเปรี้ยวหวาน เรามักจะตำเมล็ดจำปาดะให้ละเอียดในครก ผสมกับกระเทียบหั่น หอมแดงหั่น สมุนไพรเครื่องเทศสักหน่อย ใส่ซีอิ๊วขาวเล็กน้อย และกินเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารกับผักสดๆ และยอดผักใบเขียวต่างๆ

ปอกเปลือกนอกของเมล็ดขนุนที่ต้มแล้วทิ้ง
ตำเมล็ดจำปาดะให้ละเอียด เพื่อใช้กินแทนข้าว
ผัดกระเพรากับเมล็ดขนุนต้ม ใส่แทนประเภทเนื้อ

ตำเมล็ดขนุน /จำปาดะ ที่ละเอียดดีแล้ว ยังสามารถนำไปทำเมนูซุปอร่อยๆได้อีกด้วย ซึ่งคล้ายๆกับซุปมันฝรั่งสูตรเยอรมัน หรือ เมนู German Kartoffelsuppe (potato soup) เราใช้ขมิ้นชันสดสำหรับทำให้เป็นสีเหลืองๆ

ส่วนผสมของเมนูซุปมันฝรั่ง “potato soup” –ตำเมล็ดให้ละเอียดและใส่เครื่องหอมสวนครัวเข้าไปสักหน่อย
เมนู ซุปมันฝรั่ง”ที่ปรุงเสร็จแล้ว

สิ่งที่น่าทึ่งมากยิ่งกว่านั้นก็คือ คุณสามารถต้นเมล็ดของผลไม้ตระกูลขนุนได้ทุกชนิดพันธุ์!

เนื้อในของลูกขนุนสุก เรียกว่า arils สามารถกินดิบๆ หรือ กินเล่นเป็นขนมคบเคี้ยวได้เลย (ซึ่งทำให้คุณอิ่มท้องง่ายๆ) หรือนำไปเป็นส่วนผสมในต้มซุป ตุ๋น และนำไปผัดได้ เนื้อในขนุนสุกจะช่วยเสริมรสชาติผลไม้ เสริมรสหวานได้กับทุกมื้ออาหาร! และแม้แต่เส้นใยผิวรอบนอกของผลขนุนสุก (เรียกว่า tendrils ซึ่งอยู่รอบๆเนื้อใน) ก็ยังสามารถนำเอาไปผัดกินได้อีก และทุกสูตรกินอร่อยจริงๆ!

ชิ้นดิบของเส้นผิวรอบนอกของผลขนุนสุก พร้อมนำไปประกอบอาหารได้เลย!
ผัดเส้นผิวรอบนอกของขนุนสุกด้วยกันกับเมล็ดขนุนต้ม!

เมื่อเก็บผลขนุนในช่วงที่ยังไม่สุก (แต่เกือบจะสุก) ทุกส่วนของขนุนสามารถนำไปใช้หมักแบบให้เกิดกรดแล็กทิก  หรือแบบ lacto-fermented ในน้ำเกลือเค็มๆสำหรับเก็บไว้กินในภายหลัง (ยกเว้นเพียงผิวเปลือกนอกที่ใช้ไม่ได้) วิธีการนี้เหมาะสำหรับใช้จัดการกับส่วนเกินที่เหลือ และยังนำขนุนมาใช้เป็นวัตถุดิบในครัวได้ยาวนานยิ่งขึ้น หากมีเศษอาหารที่เหลือจากการต้มผลขนุนดิบ จากผลสุก และจากต้มเมล็ดสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงไก่ได้อีกด้วย (เราเอาส่วนที่เหลือให้ไก่กินตลอด) หรือแค่เอาไปทำปุ๋ยหมัก และใช้เป็นปุ๋ยให้สวนป่าอาหาร นั่นจึงไม่มีของเสียทิ้งเลยในธรรมชาติ!

ไก่บ้านของพวกเราชอบกินขนุนทุกส่วนเลย!

เรามีต้นสาเก (Breadfruit) สองต้น มีขนุนสำปะลอ (Breadnut) หนึ่งต้น ซึ่งทั้งสองชนิดพันธุ์นี้ยังเป็นต้นเล็กอยู่ และต้องใช้เวลาอีกสองสามปีถึงจะออกผลให้กิน  แต่มีเพื่อนที่มีต้นและออกผลให้กินแล้ว (ซึ่งออกผลตลอดทั้งปี) กับฤดูกาลหนึ่งที่ออกเยอะสุด คือเราได้กินผลสาเกดูแล้ว ส่วนวิธีการทำกินก็ใกล้เคียงกับวิธีทำกินของผลอ่อนขนุน /จำปาดะ แต่วิธีที่เราชอบทำกินก็เพียงโยนใส่กองไฟเลย เหมือนที่ชาวเกาะแปซิฟิกทำกัน ตอนที่เริ่มเผาลูกสาเก ก็เพียงพลิกกลับด้านไปมา และเอาลูกออกจากไฟตอนที่เผาสุกแล้ว ผิวนอกของลูกสาเกควรถูกเผาไฟจนไหม้เกรียมทั่วทั้งลูก ส่วนวิธีนำมากินก็คือเพียงแค่ปอกเปลือกที่ดำไหม้ออกให้หมด และกินเนื้อที่อยู่ข้างในได้เลย  (คุณมาสามารนำเอาผลอ่อนขนุน /จำปาดะทำกินด้วยวิธีการเดียวกันนี้ได้อีกด้วย!)

วิธีการแสนง่ายเพื่อทำผลสาเกกิน: เผาย่างทั้งลูกบนกองไฟได้เลย!

ขนุนสำปะลอ (Breadnut) ก็คล้ายๆกับต้นสาเก (ยังใช้วิธีการทำกินแบบเดียวกันอีกด้วย) และโดยปกติแล้วเป็นชนิดพันธุ์บรรพบุรุษที่แข็งแรงของต้นสาเก (ซึ่งสาเกพันธุ์ส่วนใหญ่จะไม่มีเมล็ด) ต้นขนุนสำปะลอเป็นไม้ใหญ่ และทนทานมากต่อสภาพน้ำท่วมเป็นบางครั้งได้ เมล็ดขนุนสำปะลอสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้เช่นเดียวกันกับเมล็ดขนุน /จำปาดะ และใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย ข้อเสียของขนุนสำปะลอก็คือ ใช้เวลาเติบโตนานถึง 10 ปี จนกว่าต้นจะเริ่มออกผล ดังนั้นควรปลูกไว้ตอนนี้เลยจะดีสุด!

ยังมีต้นไม้สายพันธุ์อื่นๆอีกสักหน่อยที่เราจะใช้กินเพื่อทำให้อาหารของพวกเราหลากหลายยิ่งขึ้นอีกในอนาคต  นั่นก็คือ พืชที่กินเมล็ด หรือ nut crops ตัวอย่างเช่น เมล็ดกะบก หรือ Wild Almond (Irvingia malayana) เมล็ดต้นประ หรือ Perah Nut (Elateriospermum tapos) ผลสุกลูกซาฟูจากแอฟริกา หรือ Safou (Dacryodes edulis) และต้นนมวัว จากทางอเมริกาใต้ หรือ Maya Breadnut (Brosimum alicastrum) ต้นยังเล็กมากจึงยังไม่ออกลูกออกผลให้กิน ทุกต้นที่กล่าวไปจะเติบโตเป็นต้นใหญ่ๆ  เป็นต้นที่จะโตสูงลิ่วของชั้นไม้ที่โตก่อนพันธุ์ไม้อื่นๆ และเป็นทางเลือกของการมีอาหารหลักเป็นประจำฤดูกาล ไม้ผลที่สำคัญรองลงมา ซึ่งเราปลูกไว้สำหรับกินเป็นอาหารหลักตามฤดูกาล ได้แก่ อาโวคาโด หรือ Avocado (Persea americana) Macadamia nut (Macadamia tetraphylla) ผลแมคาเดเมีย หรือ Macadamia nut (Macadamia tetraphylla)  มะพร้าว หรือCoconut (Cocos nucifera) ทุเรียน หรือ Durian (Durio zibethinus) และเมล็ดถั่วดาวอินคา หรือ Inca Inchi nuts (Plukenetia volubilis เป็นพืชเถาอายุยืน เมล็ดถั่วดาวอินคาอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ค่อนข้างสูง  ในขณะที่ทั้งอาโวคาโด้และทุเรียนอาจจะดูแปลกๆครั้งแรกที่พิจารณาดู ใครก็ตามที่ยังไม่เคยได้เก็บผลทั้งสองชนิดเป็นจำนวนมากมากินดู ก็จะพบว่าทั้งสองชนิดนี้สามารถกินอิ่มแทนมื้ออาหารทั้งมื้อได้เลย (และทั้งสองชนิดนี้ยังอุดมไปสารอาหารอีกต่างหาก!)

เรื่องการทดลองปลูกพืชที่โตได้ในสภาป่า (forest crops) จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่งในหลายด้าน อย่างเช่น เรามีแหล่งอาหารหลักที่หลากหลายมากกว่า มีวิธีการที่ดีกว่า สำหรับเรื่องความยืดหยุ่นทางระบบอาหาร และเรื่องทางสุขภาพของทั้งมนุษย์เองและระบบนิเวศที่เราอยู่อาศัย  ซึ่งชนิดพืชพรรณเหล่านี้ก็จะเหมาะสมไปตามลักษณะภูมิภาคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และรายชื่อของชนิดพันธุ์ที่กล่าวไปด้านบนเป็นเพียงการเสนอแนะเท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะลองปลูกชนิดพันธุ์ใดก็ตามที่เหมาะสมมากสุดในระบบนิเวศที่คุณอาศัยอยู่นั่นเอง!

ผลสุกซาฟูอุดมไปด้วยสารอาหารสูง ได้เก็บจากต้นของเพื่อน!
เมล็ดกระบก (Wild almonds) พี่สาวกเก็บมาฝาก!

หมายเหตุ: บทความตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความทั้งชุด ซึ่งเราพาไปสำรวจหาหนทางออกสำหรับมรสุมปัญหาที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ เราจะลงบทความตอนต่อไปเป็นระยะๆ คลิกอ่านต่อที่นี่ ตอนที่ 3: ความหลากหลายทางอาหารหลัก – มันห้านาที หัวเผือก และหัวมันป่าหลายชนิด ( Staple food diversification – Cassava, yams and various wild tubers)
หรือคลิกกลับไปยังบทนำได้ที่นี่

คุณชอบบทความชิ้นนี้ไหม? ถ้าบทความแนว “มุ่งอธิบายแนวคิดเป็นองค์รวม” มีประโยชน์ต่อคุณอยู่บ้าง สามารถร่วมสนับสนุนงานเขียนของเราได้ ผ่านการส่งปัจจัยบริจาค (ตามคุณค่าที่คุณได้รับ) งานเขียนแนวนี้เกิดขึ้นมาจากความตั้งใจที่เรามุ่งสร้างความเข้าใจใหม่ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นให้กับผู้คนในสังคม ด้วยการสละเวลาส่วนตนของเราเองเพื่อเป็นกระบอกเสียงในแบบที่แตกต่างไปจากมุมมองเดิมในอดีต ติดต่อส่งความคิดเห็น หรือ อยากวิเคราะห์วิจารณ์งานเขียนได้โดยตรงที่อีเมล์ [email protected] หรือต้องการส่งปัจจัยบริจาคให้กับโครงการอิสระของเรา โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ธรรมชาติ สวนฟื้นฟูวิถียั่งยืน ได้โดยสแกนคิวอาร์โคดด้านล่างนี้ โครงงานของเรายังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งไม่มีรายได้เป็นประจำ เราขอขอบคุณทุกท่านมากยิ่งที่สนับสนุนผลงานของเรา ทุกการบริจาคถือเป็นแรงผลักดันให้เราได้ศึกษาค้นคว้างานวิจัย เขียนบทความ แปลงาน และแบ่งปันความรู้ในแบบองค์รวมให้กับผู้คนในสังคมสืบต่อไป!

No comments.